จากท่ามะกาสู่ เมืองซิดนีย์ ( From Thamaka to Sydney )
6 มีนาคม 2548 สายการบินไทยเที่ยวบิน TG 993 จาก กรุงเทพฯสู่ชิดนีย์และปลายทางคือเมืองเมลเบอร์น ได้ทะยานสู่ฟ้าเมื่อเวลา 8.00น มุ่งไปทางตะวันออกลงสู่ซีกโลกใต้เหนือมหาสมุทรแปซิฟิคเที่ยวบินนี้เรียกว่า Direct Flight คือไม่แวะพักเครื่องที่ใดเลย บินจากกรุงเทพฯตรงไปเมืองซิดนีย์และนครเมลเบอร์นใช้เวลาบนเครื่องประมาณ 9 ชั่วโมงและถึงซิดนีย์ประมาณ 3ทุ่มเวลาท้องถิ่น.(เวลาประเทศไทย 5โมงเย็น) เวลาในออสเตรเลียจะเร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 4 ชั่วโมงในฤดูร้อนและ 3ชั่วโมงในฤดูหนาว ที่สนามบิน วิทยากรจากสถาบันภาษามาต้อนรับและพาคณะครูไปส่งตามบ้านที่คณะครูต่างๆต้องอาศัยในช่วงเข้ารับการอบรม ซึ่งได้รับการต้อนรับดีมากผู้มาต้อนรับเป็นวิทยากรที่ให้การอบรม วิทยากรเหล่านี้มาจากสถาบันภาษาที่มีเครือข่ายทั่วออสเตรเลีย ข้าพเจ้าได้วิทยากรที่มาจากเมืองบริสเบนซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐควีนแลนด์ ให้การอบรม เมืองหลวงของประเทศออสเตรเลียคือกรุงแคนเบอราอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลเช่นเดียวกับซิดนีย์แต่ซิดนีย์เป็นเมืองหลวงของรัฐ การเดินทางจากซิดนีย์ไปแคนเบอราใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมงโดยมุ่งไปตามเส้นทางตะวันตกเฉียงใต้นครซิดนึย์ มุ่งสู่กรุงแคนเบอราเมืองหลวงที่มีชื่อเสียงในการจัดผังเมืองได้สวยงามที่สุดในโลกและเป็นเมืองที่เงียบสงบได้ฉายาว่าเป็น Official City
ก้าวแรกที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสเมืองซิดนีย์มีความรู้สึกคุ้นตามากโดยเฉพาะ Opera houseและสะพานซิดนีย์
(Sydney Bridge)เพราะเคยเห็นในรูปจนเจนตาในหลายสิ่งหลายอย่างผสมผสานกับความแปลกตาและความเจนตาจากรูปถ่าย สัมผัสตัวจริงของจิงโจ้ที่มีขนาดเล็กกว่าจิงโจ้ที่เคยเห็นในประเทศไทย สัมผัสชายหาดที่เว้าแหว่งเป็นอ่าวเล็กๆที่เรียงรายไปตามชายฝั่งทะเลที่เป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่มีหน้าผาสูงชันสลับกับชายหาดยาวโค้งโดยมีหน้าผาบังลมเป็นช่วงๆ น้ำทะเลสีฟ้าเข้มจนเกือบดำ บ่งบอกถึงความลึกของทะเลและคลื่นลมที่ถาโถมมาอย่างรุนแรงจนเกิดกีฬายอดนิยมคือการเล่นกระดานโต้คลื่น( Wind surf) ประเทศออสเตรเลียมีชายฝั่งทะเลที่เป็นหน้าผาสูงชันเกือบรอบประเทศเพราะลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นดินที่ยกตัวขึ้นจากมหาสมุทรจึงเกิดหน้าผาสูงชันริมทะเลโดยมีอ่าวเล็กๆเว้าแหว่งและเกิดเป็นชายหาดสั้นๆ เป็นแนวยาวไปตามชายฝั่งทวีป ศูนย์กลางของเมืองซิดนีย์ตั้งอยู่ในอ่าวซิดนีย์ซึ่งเป็นอ่าวที่มีขนาดใหญ่มากและเป็นปากแม่น้ำพารามัตตาที่ไหลมาจากป่าแถบ Blue Mountain ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของเมือง ถ้าเดินทางออกนอกเมืองทางด้านตะวันตกจะผ่านOlympic Park ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่เคยจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ปีที่สมรักษ์ คำสิงห์ได้เหรียญทองจากการชกมวยเป็นเหรียญแรกให้กับประเทศไทย
ณ.เมืองซิดนีย์ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆมากมายแต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้คือเมืองไทยเรามีอะไรที่ดีกว่าเช่นศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีอายุมายาวนานที่เราควรภูมิใจและรักษาไว้ ออสเตรเลียเป็นประเทศเกิดใหม่ หลายชนชาติหลั่งไหลเข้าไปอาศัยอยู่ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณียังคงเหลือกลิ่นไอเก่าๆแบบอังกฤษในบางแถบของเมืองเพราะชนชาติแรกที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานคือชาวอังกฤษนำโดยกัปตันคุก( James Cook) ที่พาชาวอังกฤษบางกลุ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐาน อ่าวที่กัปตันคุกแล่นเรือเข้ามาจอดครั้งแรกเรียกว่า อ่าว โบตานี( Botany Bay) ณ.ที่นี้เป็นท่าเรือเมืองวิดนีย์ด้วยและอยู่ใกล้สนามบิน สาเหตุที่เรียกอ่าวโบตานีเพราะครั้งแรกที่กัปตันคุกพาคณะขึ้นบกครั้งแรกจะสัมผัสกับต้นไม้ที่แปลกไม่เคยพบเห็นในแถบยุโรปมาก่อนและเผชิญกับความแห้งแล้งของพื้นที่จึงสั่งพืชพันธุ์จากที่ต่างๆนำไปทดลองปลูกในออสเตรเลียปรากฏว่าประสบผลสำเร็จ ดังนั้นตามเมืองต่างๆที่มีผู้พักอาศัยเราจะพบพรรณไม้เหมือนบ้านเรา ยกเว้นเข้าไปในป่าจะพบพรรณไม้แบบแปลกๆ ต่อมามีประชากรหลั่งไหลเข้าไปอาศัยอยู่ในออสเตรเลียจากทุกมุมโลกโดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยิวและประเทศแถบอเมริกาใต้ซึ่งเขาเหล่านั้นจะอาศัยอยู่เป็นแถบใครแถบมัน คนญี่ปุ่นและจีนจะอาสัยอยู่ในแถบเมือง ย่านค้าขายมีชุมชนจีนขนาดใหญ่เรียกว่า China townจะมีตลาดให้นักท่องเที่ยวได้ไปจับจ่ายใช้สอยในวันพฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ที่ศูนย์การค้า Padding marketซึ่งจะขายของที่มาจาก ประเทศจีน ณ.ที่นั่นเราจะพบนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินไปมา
เนื่องจากประชากรมาจากหลายเชื้อชาติ ขาวออสเตรเลียจึงเรียกตนเองว่าเป็นวัฒนธรรมผสมผสาน
(multi cultures) แต่เขาก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามท้องถนนถ้าขับรถออกนอกเมืองตามจุดต่างๆคนอาจจะฝ่าฝืนกฎจราจรโดยเฉพาะการขับรถเร็ว จะมีกล้องวงจรปิดติดตั้งตามจุดต่างๆริมถนนไว้ตรวจจับความเร็ว ไม่มีจราจรหัวปิงปองคอยตรวจจับ บรรยากาศทั่วๆไปจะปลอดภัยแม้ยามค่ำคืน บ้านเมืองโดยทั่วไปตามท้องถนนจะสะอาดมากและไม่มีฝุ่นละออง เพราะติดทะเล อากาศทั่วไปจึงสบายไม่ร้อนไม่หนาวอุณหภูมิประมาณ 14- 17องศา เซลเซียส ซิดนีย์มีชื่อเสียงติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนจากทั่วโลกนิยมไปเทียวเพราะมีจุดขายคือธรรมชาติและอากาศที่บริสุทธิ์ ประชากรไม่แออัดจนเกินไปเพราะทั้งประเทศอันกว้างใหญ่มีประชากรอาสํยอยู่เพียง 20กว่าล้านคนน้อยกว่าประเทศไทยที่เป็นประเทศที่เล็กๆถึง 3เท่า ตอนกลางของประเทศไม่มีประชากรอาศัยอยู่เพราะแห้งแล้งและบางส่วนเป็นทะเลทราย ประชากรที่อพยพไปอยู่จึงอยู่รอบๆขอบทวีป ในรัฐ NorthernTerritory :ซึ่งอากาศค่อนข้างแห้งแล้งสงวนไว้เป็นที่อยู่ของชนพื้นเมืองดั้งเดิมของประเทศคือชนเผ่า Aborigine:ซึ่งปัจจุบันเป็นจุดขายของออสเตรเลียในการท่องเที่ยวโดยมีบางกลุ่มเข้ามาในเมืองโชว์ความสามารถพิเศษต่างๆตามที่สาธาณระที่ทางการจัดไว้ให้ ระบบสาธารณูปโภค ระบบขนส่งสะดวกสบาย เราสามารถจะเดินทางโดยรถยนต์ รถไฟหรือเรือข้ามฟาก( Ferry) ที่แล่นในอ่าวซิดนีย์ได้โดยใช้ตั๋วโดยสารที่จ่ายเป็นรายสัปดาห์และใช้ได้ทุกระบบขนส่ง สำหรับรถไฟถ้าวิ่งในเมืองจะวิ่งใต้ดินถ้าออกนอกเมืองจึงวิ่งบนดินซึ่งรถไฟนี้จะวิ่งเชื่อมต่อไปยังเมืองต่างๆ ซิดนีย์ก็เหมือนเมืองใหญ่ๆทั่วโลกที่จะมีย่านธุรกิจให้จับจ่ายซื้อของฝากเมื่อไปเที่ยว มีอาหาร ภัตตาคารที่คนออสเตรเลียนิยมไปรับประทานในช่วงสุดสัปดาห์เพราะช่วงสุดสัปดาห์ชาวออสเตรเลียจะพักผ่อนโดยออกไปเดินออกกำลังกายในตอนเช้า โดยนิยมเดินเลาะไปตามชายหาดและหน้าผาที่เลียบริมทะเล จุดที่นิยมเดินออกกำลังกายคือจาก North Bondi beach ผ่าน South Bondi beach สู่ Bronte beach ระยะทาง 5 กิโลเมตรซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ไปเดินออกกำลังกายมารู้สึกสบายและสดชื่นมากเพราะหาดเหล่านี้อยู่ใกล้ที่พักตอนอยู่ออสเตรเลียได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เรียกว่าวัน Easter( 25 มีนาคม) เป็นวันที่พระเยซูเสด็จฟื้นคืนชีพตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์เป็นวันหยุดยาวที่ชาวออสซี่ได้พักผ่อนและมีการให้ไข่Easterซึ่งกันและกัน :ซึ่งส่วนมากทำมาจากChocolate
สำหรับเนื้อหาการอบรมที่ข้าพเจ้าไปรับมาก็เป็นเทคนิคเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและได้พัฒนาด้านการใช้ภาษาอังกฤษและการสอนโดยใช้การแสดงความคิดเห็นระดมความคิดซึ่งชาวตะวันตกจะสอนให้นักเรียนช่างคิดช่างถามแก้ปัญหา ตั้งประเด็นปัญหาต่างๆด้วยตนเองจับกลุ่มช่วยกันคิดช่วยกันทำ ช่วยกันแก้ปัญหาซึ่งทางการศึกษาของไทยได้พยายามนำมาใช้ในระบบการศึกษาของไทยซึ่งจะประสบผลสำเร็จได้ก็ต้องร่วมมือทุกฝ่ายแต่ในสิ่งดีๆที่คงลักษณะอย่างไทยก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์น่าใช้อยู่คือการใช้ใจในการสั่งสอนอบรมเอื้ออาทรแบบไทยๆแต่ปล่อยให้แสดงออกแบบตะวันตกก็เห็นด้วย ถึงแม้จะมีโอกาสไปสัมผัสกลิ่นไอแบบตะวันตกมาใช่ว่าของเขาจะดีเสมอไปหมด นำเอาสิ่งดีๆมาใช้ดัดแปลงสิ่งต่างๆของเราให้เหมาะสมกับกาลและโอกาสจะยอดเยี่ยม
การศึกษาดูงานในครั้งนี้ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานในโรงเรียนมัธยมเห็นระบบการเรียนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญรู้จักการใช้กระบวนการคิดใรการเรียนรู้ ครูคือผู้ให้คำปรึกษาแนะนำนักเรียนค้นคว้าหาความรู้ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ข้าพเจ้าอยากจะให้เกิดกับนักเรียนไทยซึ่งเรากำลังพัฒนาเขาเหล่านั้นให้คิดเป็นแก้ปัญหาเป็นและอยากให้เกิดมากที่สุดคือความรับผิดชอบและตะหนักในหน้าที่ของตน ซึ่งต้องยอมรับว่าวัยรุ่นไทยส่วนมากในปัจจุบันยังขาดสิ่งนี้ มักจะทำอะไรตามกระแสโดบไม่คิดตรึกตรองก่อน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น